• 26 เมษายน 2017 at 14:33
  • 85
  • 0

ซีไอเอ็มบีไทยชูยุทธศาสตร์”Asean Bank for SME”ปี61เดินหน้าปรับลดพอร์ตกลุ่มลูกค้าที่ไม่เคยใช้วงเงิน ให้ส่วนต่างดอกเบี้ยต่ำประมาณ 50-60 รายวงเงิน 1-2 พันล้านบาททั้งเช็กเตอร์อาหารทะเล-ก่อสร้าง เหตุแข่งขันสูง

นายจิรัชยุติ์ อัมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายพาณิชย์ธนกิจ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.)เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยกล่าวถึงสถานการณ์ลูกค้าและเป้าหมายในระยะข้างหน้าในแผนยุทธศาสตร์ 3 ปีสู่การก้าวเป็น “Asean Bank for SME” ว่า ในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ธนาคารถือโอกาสใช้จังหวะนี้ในการทำความสะอาดหรือปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อ ซึ่งมีการจัดตั้งทีมขึ้นมาดูแล โดยจะแบ่งลูกค้าเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบแต่ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ และกลุ่มที่ไม่เคยใช้วงเงินสินเชื่อและบริการของธนาคารเลย

ทั้งนี้ในกลุ่มลูกค้าที่ยังพอไหว จะให้การช่วยเหลือตามอาการ เพื่อให้ธุรกิจกลับมาดำเนินได้ และพร้อมเติบโตไปกับธนาคาร ส่วนกลุ่มที่มีสัญญาณว่าไม่เคยใช้วงเงินและให้ส่วนต่างดอกเบี้ย (มาร์จิน) ต่ำ รวมถึงไม่เคยใช้ธนาคารเป็นธนาคารหลัก กลุ่มนี้ธนาคารจะมีการปรับพอร์ตออก โดยมีประมาณ 50-60 ราย วงเงินประมาณ 1-2 พันล้านบาท โดยกลุ่มที่จะมีการพิจารณาปรับพอร์ตลดลงจะอยู่ในเซ็กเตอร์ เช่น ข้าว อาหารทะเล และก่อสร้าง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีคู่แข่งค่อนข้างเยอะ และได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก

“การที่เราทำการปรับโครงสร้างพอร์ต หรือ Clean Port เพื่อต้องการเดินหน้า โดยไม่ต้องระวังหลัง เช่นเดียวกับตอนนี้ที่ทุกคนระวังตัวหมด ดังนั้นหากเรามีการปรับพอร์ตจะทำให้สินเชื่อโตอย่างมีคุณภาพ โดยเชื่อว่าภายในปลายปี 2559 พอร์ตจะเริ่มกลับมามีคุณภาพ เพื่อรองรับการเดินหน้าสู่ยุทธศาสตร์ต่อไป”

สำหรับยุทธศาสตร์ 3 ปี(Target 2018) หลังจากนี้ ในส่วนของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีนั้นต้องการเป็น “Asean Bank for SME” โดยการดำเนินธุรกิจหลักๆ จะแบ่งเป็น 2-3 ขั้นตอน คือ

1.การปรับพอร์ตและโครงสร้างธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพเพื่อเตรียมตัวสู่การเติบโต

2.ส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ถือเป็นโอกาสของธนาคาร เนื่องจากธนาคารขนาดใหญ่จะไม่ค่อยสนใจเอสเอ็มอีมากนัก ประกอบกับธนาคารมีเครือข่ายสาขาต่างประเทศสามารถช่วยต่อยอดลูกค้าได้ รวมถึงอัตราต้นทุนในการทำธุรกรรมจะต่ำกว่าเมื่อเทียบหลายธนาคาร

3.การบริหารความเสี่ยง โดยเพิ่มทีมเข้ามาดูแล และนำระบบเทคโนโลยีของประเทศมาเลเซียนำมาปรับใช้ในการบริหารควบคุมความเสี่ยง ซึ่งนำมาใช้แล้วในบางระบบ โดยระบบดังกล่าวจะดูอาการก่อนลูกค้าเริ่มค้างชำระ หรือกลายเป็นเอ็นพีแอล เช่น ดูจากเช็คที่เริ่มเด้งเทียบกับที่ผ่านมาลูกค้าไม่เคยมีเช็คเด้ง หรือการใช้วงเงินเบิกเกินบัญชี (O/D) เกินค่าเฉลี่ยที่เคยใช้ เป็นต้น ซึ่งระบบนี้จะเป็นตัว Early Warning ทำให้ธนาคารรู้อาการของลูกค้า

ทั้งนี้ มั่นใจว่าใน 3 ปีข้างหน้า พอร์ตสินเชื่อจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยตั้งเป้ายอดสินเชื่อคงค้างเอสเอ็มอีจะอยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาทถึง 1 แสนล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมจะปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 10% ของรายได้รวมทั้งธนาคาร เพิ่มเป็น 30% ขณะที่หนี้เอ็นพีแอลจะพยายามรักษาให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2% ของพอร์ตสินเชื่อรวม ซึ่งในปีนี้ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.5-1.6% ขยับเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2557 ที่อยู่ 0.67% คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะไม่เกิน 2% เช่นกัน

นายจิรัชยุติ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนวิธีการสร้างการเติบโตให้ลูกค้าในการขยายตลาดไปอาเซียน รวมถึงการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมให้ได้ตามเป้านั้น จะแบ่งลูกค้าออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มลูกค้าขนาดเล็ก 2.กลุ่มลูกค้าขนาดกลาง (Medium Business) วงเงินตั้งแต่ 20-60 ล้านบาท และ 3.กลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ วงเงินตั้ง

นายจิรัชยุติ์ อัมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายพาณิชย์ธนกิจ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.)เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยกล่าวถึงสถานการณ์ลูกค้าและเป้าหมายในระยะข้างหน้าในแผนยุทธศาสตร์ 3 ปีสู่การก้าวเป็น “Asean Bank for SME” ว่า ในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ธนาคารถือโอกาสใช้จังหวะนี้ในการทำความสะอาดหรือปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อ ซึ่งมีการจัดตั้งทีมขึ้นมาดูแล โดยจะแบ่งลูกค้าเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบแต่ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ และกลุ่มที่ไม่เคยใช้วงเงินสินเชื่อและบริการของธนาคารเลย

ทั้งนี้ในกลุ่มลูกค้าที่ยังพอไหว จะให้การช่วยเหลือตามอาการ เพื่อให้ธุรกิจกลับมาดำเนินได้ และพร้อมเติบโตไปกับธนาคาร ส่วนกลุ่มที่มีสัญญาณว่าไม่เคยใช้วงเงินและให้ส่วนต่างดอกเบี้ย (มาร์จิน) ต่ำ รวมถึงไม่เคยใช้ธนาคารเป็นธนาคารหลัก กลุ่มนี้ธนาคารจะมีการปรับพอร์ตออก โดยมีประมาณ 50-60 ราย วงเงินประมาณ 1-2 พันล้านบาท โดยกลุ่มที่จะมีการพิจารณาปรับพอร์ตลดลงจะอยู่ในเซ็กเตอร์ เช่น ข้าว อาหารทะเล และก่อสร้าง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีคู่แข่งค่อนข้างเยอะ และได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก

“การที่เราทำการปรับโครงสร้างพอร์ต หรือ Clean Port เพื่อต้องการเดินหน้า โดยไม่ต้องระวังหลัง เช่นเดียวกับตอนนี้ที่ทุกคนระวังตัวหมด ดังนั้นหากเรามีการปรับพอร์ตจะทำให้สินเชื่อโตอย่างมีคุณภาพ โดยเชื่อว่าภายในปลายปี 2559 พอร์ตจะเริ่มกลับมามีคุณภาพ เพื่อรองรับการเดินหน้าสู่ยุทธศาสตร์ต่อไป”

สำหรับยุทธศาสตร์ 3 ปี(Target 2018) หลังจากนี้ ในส่วนของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีนั้นต้องการเป็น “Asean Bank for SME” โดยการดำเนินธุรกิจหลักๆ จะแบ่งเป็น 2-3 ขั้นตอน คือ

1.การปรับพอร์ตและโครงสร้างธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพเพื่อเตรียมตัวสู่การเติบโต

2.ส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ถือเป็นโอกาสของธนาคาร เนื่องจากธนาคารขนาดใหญ่จะไม่ค่อยสนใจเอสเอ็มอีมากนัก ประกอบกับธนาคารมีเครือข่ายสาขาต่างประเทศสามารถช่วยต่อยอดลูกค้าได้ รวมถึงอัตราต้นทุนในการทำธุรกรรมจะต่ำกว่าเมื่อเทียบหลายธนาคาร

3.การบริหารความเสี่ยง โดยเพิ่มทีมเข้ามาดูแล และนำระบบเทคโนโลยีของประเทศมาเลเซียนำมาปรับใช้ในการบริหารควบคุมความเสี่ยง ซึ่งนำมาใช้แล้วในบางระบบ โดยระบบดังกล่าวจะดูอาการก่อนลูกค้าเริ่มค้างชำระ หรือกลายเป็นเอ็นพีแอล เช่น ดูจากเช็คที่เริ่มเด้งเทียบกับที่ผ่านมาลูกค้าไม่เคยมีเช็คเด้ง หรือการใช้วงเงินเบิกเกินบัญชี (O/D) เกินค่าเฉลี่ยที่เคยใช้ เป็นต้น ซึ่งระบบนี้จะเป็นตัว Early Warning ทำให้ธนาคารรู้อาการของลูกค้า

ทั้งนี้ มั่นใจว่าใน 3 ปีข้างหน้า พอร์ตสินเชื่อจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยตั้งเป้ายอดสินเชื่อคงค้างเอสเอ็มอีจะอยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาทถึง 1 แสนล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมจะปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 10% ของรายได้รวมทั้งธนาคาร เพิ่มเป็น 30% ขณะที่หนี้เอ็นพีแอลจะพยายามรักษาให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2% ของพอร์ตสินเชื่อรวม ซึ่งในปีนี้ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.5-1.6% ขยับเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2557 ที่อยู่ 0.67% คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะไม่เกิน 2% เช่นกัน

นายจิรัชยุติ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนวิธีการสร้างการเติบโตให้ลูกค้าในการขยายตลาดไปอาเซียน รวมถึงการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมให้ได้ตามเป้านั้น จะแบ่งลูกค้าออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มลูกค้าขนาดเล็ก 2.กลุ่มลูกค้าขนาดกลาง (Medium Business) วงเงินตั้งแต่ 20-60 ล้านบาท และ 3.กลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ วงเงินตั้ง

นายจิรัชยุติ์ อัมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายพาณิชย์ธนกิจ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.)เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยกล่าวถึงสถานการณ์ลูกค้าและเป้าหมายในระยะข้างหน้าในแผนยุทธศาสตร์ 3 ปีสู่การก้าวเป็น “Asean Bank for SME” ว่า ในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ธนาคารถือโอกาสใช้จังหวะนี้ในการทำความสะอาดหรือปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อ ซึ่งมีการจัดตั้งทีมขึ้นมาดูแล โดยจะแบ่งลูกค้าเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบแต่ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ และกลุ่มที่ไม่เคยใช้วงเงินสินเชื่อและบริการของธนาคารเลย

ทั้งนี้ในกลุ่มลูกค้าที่ยังพอไหว จะให้การช่วยเหลือตามอาการ เพื่อให้ธุรกิจกลับมาดำเนินได้ และพร้อมเติบโตไปกับธนาคาร ส่วนกลุ่มที่มีสัญญาณว่าไม่เคยใช้วงเงินและให้ส่วนต่างดอกเบี้ย (มาร์จิน) ต่ำ รวมถึงไม่เคยใช้ธนาคารเป็นธนาคารหลัก กลุ่มนี้ธนาคารจะมีการปรับพอร์ตออก โดยมีประมาณ 50-60 ราย วงเงินประมาณ 1-2 พันล้านบาท โดยกลุ่มที่จะมีการพิจารณาปรับพอร์ตลดลงจะอยู่ในเซ็กเตอร์ เช่น ข้าว อาหารทะเล และก่อสร้าง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีคู่แข่งค่อนข้างเยอะ และได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก

“การที่เราทำการปรับโครงสร้างพอร์ต หรือ Clean Port เพื่อต้องการเดินหน้า โดยไม่ต้องระวังหลัง เช่นเดียวกับตอนนี้ที่ทุกคนระวังตัวหมด ดังนั้นหากเรามีการปรับพอร์ตจะทำให้สินเชื่อโตอย่างมีคุณภาพ โดยเชื่อว่าภายในปลายปี 2559 พอร์ตจะเริ่มกลับมามีคุณภาพ เพื่อรองรับการเดินหน้าสู่ยุทธศาสตร์ต่อไป”

สำหรับยุทธศาสตร์ 3 ปี(Target 2018) หลังจากนี้ ในส่วนของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีนั้นต้องการเป็น “Asean Bank for SME” โดยการดำเนินธุรกิจหลักๆ จะแบ่งเป็น 2-3 ขั้นตอน คือ

1.การปรับพอร์ตและโครงสร้างธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพเพื่อเตรียมตัวสู่การเติบโต

2.ส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ถือเป็นโอกาสของธนาคาร เนื่องจากธนาคารขนาดใหญ่จะไม่ค่อยสนใจเอสเอ็มอีมากนัก ประกอบกับธนาคารมีเครือข่ายสาขาต่างประเทศสามารถช่วยต่อยอดลูกค้าได้ รวมถึงอัตราต้นทุนในการทำธุรกรรมจะต่ำกว่าเมื่อเทียบหลายธนาคาร

3.การบริหารความเสี่ยง โดยเพิ่มทีมเข้ามาดูแล และนำระบบเทคโนโลยีของประเทศมาเลเซียนำมาปรับใช้ในการบริหารควบคุมความเสี่ยง ซึ่งนำมาใช้แล้วในบางระบบ โดยระบบดังกล่าวจะดูอาการก่อนลูกค้าเริ่มค้างชำระ หรือกลายเป็นเอ็นพีแอล เช่น ดูจากเช็คที่เริ่มเด้งเทียบกับที่ผ่านมาลูกค้าไม่เคยมีเช็คเด้ง หรือการใช้วงเงินเบิกเกินบัญชี (O/D) เกินค่าเฉลี่ยที่เคยใช้ เป็นต้น ซึ่งระบบนี้จะเป็นตัว Early Warning ทำให้ธนาคารรู้อาการของลูกค้า

ทั้งนี้ มั่นใจว่าใน 3 ปีข้างหน้า พอร์ตสินเชื่อจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยตั้งเป้ายอดสินเชื่อคงค้างเอสเอ็มอีจะอยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาทถึง 1 แสนล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมจะปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 10% ของรายได้รวมทั้งธนาคาร เพิ่มเป็น 30% ขณะที่หนี้เอ็นพีแอลจะพยายามรักษาให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2% ของพอร์ตสินเชื่อรวม ซึ่งในปีนี้ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.5-1.6% ขยับเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2557 ที่อยู่ 0.67% คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะไม่เกิน 2% เช่นกัน

นายจิรัชยุติ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนวิธีการสร้างการเติบโตให้ลูกค้าในการขยายตลาดไปอาเซียน รวมถึงการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมให้ได้ตามเป้านั้น จะแบ่งลูกค้าออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มลูกค้าขนาดเล็ก 2.กลุ่มลูกค้าขนาดกลาง (Medium Business) วงเงินตั้งแต่ 20-60 ล้านบาท และ 3.กลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ วงเงินตั้งแต่ 60 ล้านบาทขึ้นไป กลุ่มนี้จะมีความสามารถในด้านธุรกิจการค้า ธนาคารจะส่งเสริมเรื่องธุรกรรมการเงินที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น ธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) ธุรกรรมป้องกันอัตราแลกเปลี่ยน (FX) หรือเครื่องมือที่จะช่วยสนับสนุนไปตลาดต่างประเทศ

ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าที่ธนาคารส่งเสริมให้ขยายการลงทุนไปในตลาดอาเซียน จะอยู่ในเซ็กเตอร์กลุ่มอุปโภค-บริโภค ยางอีก 2-3 กลุ่ม สินค้าปลอดภาษี และกลุ่มเสริมความงาม ซึ่งลูกค้าเหล่านี้จะมีการทำธุรกรรมผ่านธนาคารทั้งในเรื่องของวงเงินสินเชื่อ ธุรกรรมการบริหารเงินสด โดยปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อที่อยู่ในกลุ่มอาเซียนประมาณ 3-4 พันล้านบาท ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจที่จะมุ่งเน้นเพิ่มเติมในการขยายตลาดไปอาเซียนระยะต่อไป จะเป็นกลุ่มสัตว์ปีก-ฟาร์มสัตว์-ปลา โดยเฉพาะปลาน้ำจืด ที่ยังเป็นความต้องการของตลาดอาเซียน

“ตอนนี้พอร์ตเอสเอ็มอีมีสัดส่วนอยู่ที่ 30% ของสินเชื่อรวมทั้งแบงก์อยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งเราเป็นแบงก์ที่มีจุดแข็งทางด้านสาขาครอบคลุมในอาเซียนเราจะใช้ประโยชน์ตรงนี้มาหนุนการเติบโตลูกค้า เพราะจะเห็นว่าเราสามารถทำธุรกรรมต่างๆ ได้ค่อนข้างดีกว่า และมีต้นทุนที่ต่ำกว่า ดังนั้นเชื่อว่าทาร์เก็ต 2018 จะเป็นไปตามแผนที่วางไว้”

สำหรับแนวโน้มการเติบโตสินเชื่อในปีนี้ ครึ่งปีหลังธนาคารจะเน้นเจาะลูกค้าเป็นรายกลุ่ม โดยภาคใต้จะเป็นยุทธศาสตร์หลัก เพราะเป็นพื้นที่มีศักยภาพทั้งในด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคและศักยภาพของลูกค้า เช่น กลุ่มยาง ปาล์ม ท่องเที่ยว และโรงแรม ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 31-32% ภาคอีสาน จะเน้นเรื่องการค้าชายแดน ในกลุ่มขนาดเล็กและกลาง ส่วนตะวันออก เน้นกลุ่มการผลิต การส่งออก และอิเล็กทรอนิกส์ ด้านภาคกลาง/กทม.-ปริมณฑล จะมีอุตสาหกรรมหลากหลาย ห้องเย็น อาหารทะเลบางชนิด แต่ช่วง 7 เดือนแรกที่ผ่านมา สินเชื่อยังขยายตัวในระดับทรงตัว โดยประมาณ 3-4% เนื่องจากมีสินเชื่อที่ไหลเข้า-ไหลออก ทำให้โดยรวมไม่ได้ขยายตัวมากนัก แต่คาดว่าทั้งปีจะจบที่ 8-9% คิดเป็นสินเชื่อปล่อยใหม่ 6-7 พันล้านบาท โดยยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 5.7-5.8 หมื่นล้านบาท เพราะมีดีลที่อยู่ในมือประมาณ 5 พันล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3085 วันที่ 6-9 กันยายน พ.ศ. 2558