• 26 เมษายน 2017 at 14:33
  • 146
  • 0

มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก หรือ เอสเอ็มอี วงเงิน 1.3 แสนล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติเมื่อ วันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา และมาตรการอุดหนุนการเงินสู่ท้องถิ่นผ่านกองทุนหมู่บ้านที่รัฐบาลประกาศออกมาก่อนหน้านี้ ก่อให้เกิดความคาดหมาย ว่า ธุรกิจที่ผูกโยงกับตลาดในชนบท อาทิ รถจักรยานยนต์ จักรกลเกษตร หรือ รถปิกอัพ จะได้รับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลแน่นอน แต่สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บรรดานักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คาดหวังอะไรกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในครั้งนี้ ?

อสังหาฯ 10 %ของจีดีพี

ภาคอสังหาริมทรัพย์ ถูกเลือกเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆในการ”กระตุ้นเศรษฐกิจ”มาโดยตลอด ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ข้อ ข้อแรก ธุรกิจมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท หรือ มากกว่า 10 % ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) มีขนาดมากพอจะขยับทิศทางเศรษฐกิจหากมีการเปลี่ยนแปลงไปทางใดทางหนึ่ง ข้อ 2 อสังหาริมทรัพย์ใช้วัตถุดิบในประเทศ 90 % ในการผลิต(สร้างที่อยู่อาศัย) หากภาคอสังหาริมทรัพย์ ขยับ อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องจะเคลื่อนที่ตาม และข้อ 3 เป็นภาคส่วนที่มีการจ้างงานสูง
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้มีข่าวว่าตัวแทนภาคอสังหาริมทรัพย์พยายามผลักดัน มาตรการประเภทลดภาระให้ผู้บริโภค เช่น ลดภาษีการโอน-การจดจำนอง แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์อยากเห็นมากยิ่งไปกว่านั้นคือ มาตรการประเภทลดภาระผู้ซื้อ คือ มาตรการที่สามารถช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ปฏิเสธคำขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (ทั้งระบบมีมากกว่า 30%)ของแบงก์ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่วงการอสังหาริมทรัพย์ (รวมทั้งแบงก์) เผชิญอยู่และที่อยากเห็นอย่างที่สุดคือ มาตรการที่สามารเพิ่มกำลังซื้อประชาชนได้จริง เนื่องจากช่วงปีที่ผ่านมา ภาคอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลง เช่นเดียวกับภาคธุรกิจอื่นๆและยังมีปัญหาที่มาจาก ดีมานด์เทียม โดยเฉพาะในตลาดคอนโดมิเนียมอีกด้วย

ความคาดหวังของผู้ประกอบการ

กล่าวสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่างจังหวัดที่สภาพโดยรวม ตลาดซบเซากว่าตลาดในเมือง เนื่องจากกำลังซื้อลดลงมีปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ นอกเหนือจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและผลพวงจากเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นเดียวกับตลาดในเมือง ประกอบกับตลาดขยายตัวเร็ว ในช่วง 3 ปีก่อนหน้า ทำให้ปริมาณสินค้ามีมากกว่าความต้องการหรือโอเวอร์ซัพพลาย อีกทั้งเริ่มมีปัญหาลูกค้าทิ้งดาวน์ปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก สมาคมอาคารชุดไทย ระบุว่า ยอดรอโอนคอนโดมิเนียม 4 หัวเมืองหลักคือ เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี และภูเก็ตปีนี้ (2558) อยู่ที่ 8.13 หน่วย มูลค่า 1.92 แสนล้านบาท และ บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งระบุว่า ตลาดคอนโดฯชะอำ-หัวหิน –ปราณบุรี เนื่องจากตลาดมีสต๊อกเหลือประมาณ 5 พันหน่วย และจะมีโครงการทยอยเสร็จอีก 8 พันหน่วย(ประมาณ)ในช่วงหลังของปีนี้

นอกจากนี้หลายบริษัทจากส่วนกลางที่ขยายการลงทุนโดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมไปต่างจังหวัดเผชิญปัญหาลูกค้าทิ้งดาวน์ หลังตลาดซบเซาจากปัญหาสต๊อกล้นและภาวะเศรษฐกิจผันผวน

ภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่างจังหวัดที่กล่าวถึงข้างต้น คือคำตอบว่า เพราะเหตุใด ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จึงหวังว่า อยากเห็นมาตรการที่สามารถสร้างกำลังซื้อจริง เพราะกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการขับเคลื่อนของระบบย่อมยั่งยืนกว่า กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นชั่วคราวจากมาตรการอุดหนุน แต่กระนั้นก็ดีในมุมมองของผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่หลายแห่งฟันธง !!! ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้มีผลทางตรงต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีเพียง มู้ดของตลาดที่ดีขึ้น จากความรู้สึกที่ว่า เงินกำลังจะไหลมา

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3087 วันที่ 13-16 กันยายน พ.ศ. 2558

http://www.thansettakij.com/