• 26 April 2017 at 14:33
  • 157
  • 0

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ยิ่งใหญ่เพราะสงครามโลกครั้งที่1 และครั้งที่ 2 ไม่อาจยุติได้หากสหรัฐฯไม่เข้าไปเป็นพันธมิตรร่วมสงคราม สิ่งที่สำคัญที่สุดของประเทศนี้ก็คือ ต้องสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นในสหรัฐฯให้ได้ สิ่งใดเป็นภัยต่อความมั่นคงไม่ว่าจะก่อเหตุในหรือนอกประเทศ สหรัฐฯ ต้องเข้าไปดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด บางทีก็ไม่ผ่านองค์การสหประชาชาติ เป็นต้นว่าเข้ากำจัดนายอุซมะ ห์ บิน ลาเดน หัวหน้าขบวนการอัลกออิดะฮ์ หรือเรียกอีกชื่อว่า “อัลเควด้า” อย่างที่ทราบกันแล้ว และคงมีอีกหลายเรื่องที่นักสังเกตการมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของสหรัฐฯ
สหรัฐฯนอกจากมีกำลังพลที่เข้มแข็งแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ มีอาวุธนิวเคลียร์เป็นเจ้าแรก พัฒนาแล้วเสร็จช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วแม้จะผลิตในประเทศก็จริง แต่ความรู้ในการผลิตนั้นอาศัยนักวิทยาศาสตร์เชื้อชาติยิวสัญชาติเยอรมันเป็นสำคัญไม่ใช่คนอเมริกันมาก่อน เขาคือ รูดอล์ฟ ไพเอร์ลส์ (Rudolf Peierls) และผู้ช่วยของเขาเคลาส์ ฟุคซ์ (Claus Fuchs) เป็นนักฟิสิกซ์เชื้อสายเยอรมันอังกฤษสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในเยอรมนี แม้โครงการอวกาศที่สหรัฐฯแข่งขันกันกับสหภาพโซเวียตแบบเอาเป็นเอาตาย การพัฒนาขีปนาวุธ และพัฒนาจรวจเพื่อหนีแรงโน้มถ่วงสู่อวกาศและสู่ดวงจันทร์ด้วย ก็ไม่ใช่คนอเมริกันแต่เดิมเช่นกัน หากแต่เป็นคนแปรพักต์ไปสหรัฐฯแล้วโอนสัญชาติในภายหลัง
รัสเซียก็มีระเบิดนิวเคลียร์เช่นเดียวกันแต่พัฒนาหลังสหรัฐอเมริกาเพียงเล็กน้อย โดย เคลาส์ ฟุคซ์ ผู้ร่วมผลิตอาวุธนิวเคลียร์ให้สหรัฐฯ แอบส่งแบบแปลนและวิธีในการผลิตส่งให้รัสเซีย เพื่อให้ 2 ประเทศสามารถถ่วงดุลอำนาจนิวเคลียร์กันได้ ทำให้รัสเซียพบทางลัดและท้ายสุดก็ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ออกมาประชันกันจนกระทั่งโลกต้องหวั่นไหวต่อการผลิตอาวุธชนิดนี้ ต่อมาอังกฤษ ฝรั่งเศส จีน อิสราเอล อินเดีย ปากีสถานก็พัฒนาตามได้สำเร็จ ซึ่งแบบฉบับของ ปากีสถาน รวมไปจนถึงเกาหลีเหนือ อิหร่าน เชื่อว่าเป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์ชาวปากีสถาน ที่เคยร่วมทำงานพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์มาก่อนในบริษัทวิจัยนิวเคลียร์ของเอกชนจากประเทศเนเธอร์แลนด์ เขาคือ อับดุล การ์เดีย ข่าน และที่น่าแปลกใจเล็กๆ ก็ตรงที่บริษัทผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์นิวเคลียร์อยู่ที่ประเทศมาเลเซียข้างบ้านเรานี่เองครับ
โลกเกือบจะเกิดสงครามนิวเคลียร์มาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อครั้งที่ประเทศคิวบาซึ่งอยู่จ่อๆ กับประเทศสหรัฐฯ ได้ยอมให้ “สหาย” คือ สหภาพโซเวียตในสมัยนั้น เข้าไปตั้งฐานขีปนาวุธนิวเคลียร์ แต่วิกฤติดังกล่าวได้คลี่คลายลงไป เพราะสหรัฐฯยอมถอนฐานยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ของตนออกจากประเทศตุรกี เป็นการแลกเปลี่ยนกับสหภาพโซเวียตที่ถอนฐานขีปนาวุธออกจากคิวบาเสีย
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า หากสหรัฐฯไม่ตั้งฐานขีปนาวุธนิวเคลียร์ขึ้นที่ประเทศตุรกี สหภาพโซเวียตก็คงไม่ไปตั้งฐานขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่ประเทศคิวบาแน่ คำถามก็มีว่า เพราะเหตุใดสหรัฐฯ จึงต้องมีฐานยิงนิวเคลียร์ที่ประเทศตุรกี ซึ่งคำตอบก็น่าจะเป็นเพราะฐานในตุรกีสามารถคุมพื้นที่ได้ทั่วตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันซึ่งมีคุณค่ามหาศาลในขณะนั้นนั่นเอง
ในตะวันออกกลางนั้น สหรัฐฯมีพันธมิตรที่แนบแน่นอยู่ 3 ชาติในขณะนั้น คือ อิสราเอล ตุรกีและซาอุดีอาระเบีย ปัจจุบันนี้สหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกาประเมินว่า ปี 2558 นี้ ทั่วโลกยังมีหัวรบนิวเคลียร์อยู่ประมาณ 15,700 ลูก และในจำนวนนี้มีประมาณ 120 ลูกถูกติดตั้งไว้และพร้อมปฏิบัติการในทันที
สงครามกลางเมืองในประเทศซีเรียเกิดขึ้นเมื่อปี 2554 โดยประชาชนจับอาวุธก่อกบฏขึ้นเพื่อค้นล้มรัฐบาลบาชาร์ อัล-อัสซาด ขณะที่รัฐบาลก็สู้ยิบตาโดยมีรัสเซียและจีนให้การสนับสนุนรัฐบาลที่ชอบธรรม ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯกลับไปสนับสนุนฝ่ายกบฎเสียนี่ ซึ่งก็มีคำถามว่า เพราะเหตุใดสหรัฐอเมริกาจึงสนับสนุนฝ่ายกบฏ คำตอบที่วิกิลีคแฉออกมาก็คือ สหรัฐฯต้องการป้องกันที่ราบสูงโกลัน (Golan Heights) เอาไว้ เพราะที่ราบสูงแห่งนี้สามารถโจมตีประเทศอิสราเอลได้สะดวกที่สุดนั่นเอง นั่นก็หมายถึงว่าทุกวันนี้สหรัฐฯกับประเทศอิสราเอลยังเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นอยู่ตลอด ร่วมทั้งการที่สหรัฐฯและตุรกีประกาศเขตห้ามบินในซีเรียเพื่อรักษาชีวิตของผู้คนไว้ นั่นก็หมายถึงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับตุรกียังคงแน่นแฟ้นเหมือนเดิมกับสมัยมีเคนเนดี้ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ส่วนประเทศซาอุดีอาระเบียกับสหรัฐอเมริกายังมีความสัมพันธ์แนบแน่นอย่างเดิมหรือไม่ เชื่อว่ายังคงเป็นเช่นนั้นเพราะไม่เช่นนั้นคงไม่ยอมให้ใช้พื้นที่ที่ประเทศซาอุดีอาระเบียถล่มอิกรักและอัฟกานิสถานช่วงที่ผ่านมา แต่ตอนหลังๆ นี้ดูเหมือนว่าน่าจะมี “ช่องว่าง” เพิ่มขึ้น เพราะสหรัฐฯเลือกคบทั้งซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ซึ่งรายหลังนี้ถือเป็นศัตรูชัดเจนของซาอุดีอาระเบีย อาจทำความไม่สบายใจแก่ซาอุดีอาระเบียได้
ประเทศซีเรียเป็นประเทศอาหรับและเป็นศูนย์กลางการเดินเรือเชื่อมทวีปเชีย ยุโรป และแอฟริกาด้วยเขตแดนตะวันตกติดชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีความยาวถึง 200 ไมล์ ได้ผลประโยชน์จากการวางท่อน้ำมันจากประเทศอิรักและซาอุดีอาระเบียมาตลอด และสหภาพโซเวียตก็ได้ให้ความช่วยเหลือมาตลอดนับตั้งแต่การสร้างเขื่อนตาบากา (Tabaga) ตอนบนของแม่น้ำยูเฟรติส มูลค่ามหาศาลตั้งแต่ปี 2516
นอกจากมีรัสเซียและจีนให้การสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว ก็ยังมีนักรบฮิซบุลเลาะฮ์เข้าร่วมในกองทัพด้วย กลุ่มนี้มาจากประเทศเลบานอน พันธมิตรใกล้บ้านและเป็นศัตรูตัวยงของประเทศอิสราเอล เข้าร่วมกับฝ่ายรัฐบาลซีเรียเมื่อปี 2556 และที่ผ่านมาพรรคฮิซบุลลอฮ์เคยร่วมกันต่อต้านอิสราเอลที่เข้ายึดครอบบางส่วนของประเทศเลบานอนได้สำเร็จมาแล้ว ในสายตาของรัฐบาลอเมริกันและอิสราเอลมองว่า กลุ่มนี้แม้จะมีที่นั่งในสภาประเทศเลบานอนบางส่วน แม้กระทั่งร่วมรัฐบาลเลบานอนอยู่ก็ตาม ก็ยังถือว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งไม่แตกต่างจากกลุ่มฮามาสของชาวปาเลสไตน์แต่อย่างใด
รัฐบาลซีเรียนอกจากจะปราบปรามฝ่ายกบฏยากอยู่แล้ว ก็ต้องต่อสู้กับขบวนการรัฐอิสลามหรือ “ไอเอส” ด้วย จึงทำให้ต้องเสียพื้นที่ครอบครองไปราว 60 % ของพื้นที่ทั้งหมดทั้งประเทศ และด้วยเหตุนี้หลายคนจึงประเมินว่าต้องมีใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีของขบวนการไอเอสต่อรัฐบาลซีเรียแน่ๆ แต่สำหรับผมไม่เชื่อเช่นนั้น เพราะขบวนการไอเอสมีเป้าหมายใหญ่ยึดครองหลายพื้นที่ประเทศในตะวันออกกลาง หากกลุ่มไอเอสชนะแล้ว ย่อมจะเป็นการยากที่จะแก้ไขปัญหาในภายหลัง สู้หนุนฝ่ายกบฏด้านเดียวก็พอแล้ว เพราะถึงอย่างไรหากชนะศึกสงครามกลางเมืองปัญหายุ่งยากที่จะติดตามมาย่อมแก้ไขปัญหาได้ง่ายกว่า
ขณะนี้สหรัฐอเมริกาก็ยังส่งอาวุธสนับสนุนฝ่ายกบฏ ขณะเดียวกันรัสเซียก็ส่งอาวุธ เครื่องบิน อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ให้แก่รัฐบาลบาชาร์ อัล-อัสซาด ประธานาธิบดีของซีเรีย ทุกอย่างเป็นไปโดยเปิดเผย โดยเฉพาะรัสเซียนั้น นายวราดิเมียร์ ปูตินประธานาธิบดีบอกว่า เขาหนุนรัฐบาลที่ชอบธรรมเป็นเรื่องที่ถูกต้อง หากทำตรงกันข้ามก็ยิ่งทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย เพราะสถาบันหลักๆ ของประเทศจะล่มไปด้วยเหมือนอย่างกับลิเบียและอิรัก การสร้างความแข็งแกร่งให้แก่รัฐบาลจะทำให้รัฐบาลฟันฝ่าวิกฤตและการก่อการร้ายไปได้
ส่วนสหรัฐฯจะบอกแก่ชาวโลกอย่างไรนั้นต้องคอยฟังกันต่อไป เพราะนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามีกำหนดพบปะเจรจากับนายปูตินในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2558 ในระหว่างการประชุมประจำปีขององค์การสหประชาชาติ ขณะที่วิกิลีกค์ “จอมแฉ”เจ้าเก่าบอกตัดหน้าว่า นอกจากจะช่วยปกป้องอิสราเอลแล้วสหรัฐฯยังมีแนวคิดปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกในซีเรียก่อนหน้าฝ่ายกบฎจะก่อการถึง 5 ปีเลยทีเดียว
มีข้อสังเกตว่าก่อนการพบปะกันของ 2 ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของโลกครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯโทรศัพท์ไปคุยกับรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียเรื่องปัญหาซีเรียก่อน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2558 และมีข้อตกลงชัดเจนเรื่องหลีกเส้นทางการเดินทัพของแต่ละฝ่ายเพื่อป้องกันไม่ให้มีการปะกันในซีเรีย เรื่องนี้ก็เป็นการเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาเช่นเดียวกัน นอกจากนี้แล้วสหรัฐฯยังบอกอีกว่า ต้องกำราบขบวนการไอเอสด้วย แต่อีกประเด็นยังเป็นที่สงสัยอยู่ คือ สหรัฐฯบอกว่าจะรับประการการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในซีเรีย สงสัยว่าสหรัฐฯจะดำเนินการอย่างไร และทำไมต้องขับรัฐบาลบาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรียออกไปด้วย หรือเป็นเพราะ “มิตรของศัตรูก็คือศัตรูของตนด้วย” ซึ่งหมายถึงซีเรียคบกับขบวนการฮิซบุลลอฮ์ใช่หรือไม่ ?
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ บอกว่า สหรัฐฯกำลังหาช่องทางเพื่อร่วมมือกับรัสเซียในการแก้ไขปัญหาสงครามกลางเมืองในซีเรีย ซึ่งคาดว่าคงมีข้อตกลงหลังจาก 2 ผู้นำได้พบปะกันในวันจันทร์ที่ว่านี้ ผมให้ข้อสังเกตหน่อยว่า หากจ้องมองทีวีเมื่อข่าว 2 ผู้นำมาถึง ให้ดูว่าบนจอทีวีนั้นเราเห็นผู้นำทั้ง 2 คนหรือไม่ หากไม่ใช่ แต่เป็นโฆษกให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า “ยังไม่บรรลุข้อตกลง” ครับ
ซีเรียเคยอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส และได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2489 ต่อมาในปี 2506 พรรคจารีตสังคมนิยมแห่งชาติอาหรับ (The Arab Socialist Resurrection Party) หรือเรียกสั้นๆ ว่า “พรรคบาธหรือ “บาอัด” ได้ยึดอำนาจและก่อตั้งสภาปฏิวัติแห่งชาติขึ้นมา แต่บ้านเมืองก็ยังไม่สงบได้จนกระทั้งในปี 2513 พันเอก ฮาเฟซ อัล-อัสซาดได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจปกครองประเทศ และในปีถัดมาได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของซีเรีย ทำให้ปัญหาการเมืองได้คลี่คลายลงไป ซึ่งสาเหตุที่ต้องเกิดรัฐประหารก็เพราะในประเทศเกิดความยุ่งยากมาตลอด วุ่นวายตลอด เขาจึงต้องยึดอำนาจปกครองประเทศ และปกครองต่อเนื่องมา 30 ปีแล้วเสียชีวิต จากนั้นบุตรชายของเขาได้สืบอำนาจต่อในปี 2543 มาจนถึงยุคอาหรับสปริงปัจจุบัน
ในสมัยของประธานาธิบดี ฮาเฟซ อัล-อัสซาด ซีเรียเป็นประเทศนิยมอาหรับและมีนโยบายต่อต้านตะวันตก และอิสราเอล ซีเรียมีอิทธิพลต่อเลบานอนในด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ทำให้การเจรจาใด ๆ ระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการเจรจาระหว่างซีเรียกับอิสราเอลด้วย

ขณะนี้การปะทะกันในซีเรียยังดำเนินอยู่ตลอดเวลา สงครามกลางเมืองผ่านมาแล้ว 5 ปี สูญเสียไปทั้งสิ้นประมาณ 240,000 คน ทำให้ผู้คนจำนวนหลายล้านคนได้อพยพสู่ประเทศต่างๆ ทั้งประเทศใกล้เคียงในตะวันออกกลาง รวมทั้งอพยพสู่ภาคพื้นยุโรป นอกจากนี้ซีเรียตกอยู่ในฐานะลำบาก เพราะทั้งสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตร สันนิบาตอาหรับเองก็ยังระงับความเป็นสมาชิกด้วย ทำให้ประชาชนในซีเรียอยู่อย่างไร้อนาคต บ้านเมืองพังพินาศไปหลายแห่งแทบจะไม่เหลือแม้แต่เศษซากเลยทีเดียว
การพบปะของ 2 ผู้นำระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียที่มีขึ้นนี้ น่าจะมีผลต่อสงครามกลางเมืองในซีเรียแน่นอน ซึ่งหมายถึงว่าสงครามกลางเมืองจะยังไม่ยุติลงง่ายๆ เพราะสหรัฐฯเห็นว่ารัฐบาลซีเรียปัจจุบันไร้ความชอบธรรมมาตั้งแต่ต้น อันเนื่องมาจากเป็นรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจแม้เวลาจะผ่านมาจากรุ่นสู่รุ่นแล้วก็ตาม และเพื่อความปลอดภัยของชาติอิสราเอลด้วย ขณะที่รัสเซียและจีนเห็นว่ารัฐบาลซีเรียมีความชอบธรรมในการปกครองประเทศ เพราะทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยมายาวนานแล้วนั่นเอง